แสดงบทความตามหมวด ‘2- การผลิตสเตนเลส’

การสืบสวนและวิเคราะห์พฤติกรรมการเกิดรอยย่น (Wrinkling) ของการขึ้นรูปลึกโลหะแผ่นด้วยโปรแกรมฟาสท์ฟอร์ม (FASTFORM)

บทคัดย่อ การออกแบบกันเองของรูปแบบการขึ้นรูปใดๆ ต่อแม่พิมพ์ ล้วนมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและน่าเบื่อหน่าย ทั้งๆ ที่มีมาตรการ ด้านการตรวจวัดป้องกันทุกชั้นตอนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีโอกาส เกิดรอย เกิดแตกร้าว และ เกิดรอยย่น ซึ่งจำเป็นต้องปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ในการออกแบบและพัฒนาแม่พิมพ์การขึ้นรูปโลหะแผ่น เป็นเทคนิคขั้นสูงที่ต้องการความแม่นยำและความชำนาญการในการผลิต และปรับจูนให้ดีในกระบวนการขึ้นรูป การเปลี่ยนแปลงของมิติ รูปร่างและตำแหน่งของตำหนิบนโลหะแผ่น เป็นเรื่องที่สำคัญในกระบวนการขึ้นรูปเย็น การนำเสนอปัญหาเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตปริมาณมากอย่างเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายจำเป็นต้องรับการพัฒนาระบบในอุตสาหกรรมเพื่อลดละไม่ให้เกิดรอยย่นในการขึ้นรูป แรงซับซ้อนที่กระทำต่อโลหะแผ่นเปล่าระหว่างการขึ้นรูปเป็นสิ่งที่เกินคาดเดา เนื่องด้วยความยุ่งยากในการตรวจสอบและการคำนวณ แรงทั้งหลายเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้เกิดรอยย่น (Wrinkles) และตำหนิอื่นๆ บนผิวหรือผนังของชิ้นงานได้ เป้าหมายของเอกสารนี้ก็เพื่อนำเสนอหลักการและการสืบสวนปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดรอยย่น ในอันดับแรกจะใช้องค์ประกอบของ 3D โมเดล(3D-modeled) ใน คาเทีย (CATIA) เพื่อทำการวิเคราะห์หาแนวโน้มตำแหน่งที่จะเกิดรอยย่นโดยอาศัยโปรแกมขึ้นรูปเร็ว (fast form software) การป้อนข้อมูลลงในโปรแกรมประกอบด้วย ระบบแลกเปลี่ยนรูปภาพตั้งต้น (initial graphics exchange system) วัตถุดิบอย่างโลหะแผ่นชั้นคุณภาพสำหรับงานขึ้นรูปเย็น ผลที่ได้ออกมาก็คือแนวโน้มบริเวณที่จะเกิดรอยย่นให้ใกล้เคียงกับผลการปฏิบัติจริง สิ่งหนึ่งที่อาจง่ายต่อการคาดเดาได้และตรวจจับแนวโน้มของรูปแบบการคาดการการเกิดรอยย่นและการกระจายของความเครีดในชิ้นงานขึ้นรูป บางวิธีได้แนะนำให้ใช้สำหรับการป้องกันการเกิดรอยย่นในการขึ้นรูปลึก บทนำ การขึ้นรูปลึกเป็นกระบวนการแปรรูปแผ่นโลหะให้เกิดรูปร่างขึ้นเช่น รูปถ้วย โดยแผ่นโลหะความหนาไม่เกิดการบางลง และไม่เกิดการแตกหักหรือเกิดรอยย่น […]

อ่านต่อบทความทั้งหมด การสืบสวนและวิเคราะห์พฤติกรรมการเกิดรอยย่น (Wrinkling) ของการขึ้นรูปลึกโลหะแผ่นด้วยโปรแกรมฟาสท์ฟอร์ม (FASTFORM)

ผลของกรรมวิธีทางความร้อนต่อสมบัติเชิงกลของสเตนเลส AISI304 (Effect of Heat Treatment Temperature on Mechanical Properties of the AISI 304 Stainless Steel)

บทคัดย่อ : สเตนเลสกลุ่มออสเทนไนท์มีความไวต่ออุณหภูมิสูงช่วง 470-750 oC เนื่องจากการตกผลึกของคาร์ไบด์ที่ขอบเกรน การตกผลึกตรงขอบเกรนสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อสมบัติต้านทานการกัดกร่อนรอบขอบเกรน และลดความแข็งแรงดึง (tensile) ของวัสดุ เฉพาะอย่างยิ่งความแข็งแรงและความเหนียว รายงานชิ้นนี้จะประเมินจุดเหมาะสมของกรรมวิธีทางความร้อนสำหรับแนวทางการอบอ่อนของสเตนเลส AISI304 หลังการกระตุ้น (sensitization) มาตรฐานชิ้นงานทดสอบแรงดึงและความแข็งจัดเตรียมโดยเครื่องกลึงความแม่นยำสูง ชิ้นงานเหล่านี้ผ่านกรรมวิธีทางความร้อนหลายขั้นตอน ประกอบด้วยการกระตุ้นที่ 660 oC ตามด้วยการเป่าให้เย็นด้วยลม จากนั้นนำไปอบอ่อนที่อุณหภูมิแตกต่างกันห้าแบบ 1010 oC 1050 oC 1090 oC 1140 oC 1190 oC ตามด้วยการชุปแข็งในน้ำ (water Quenching) ชิ้นงานเหล่านนี้จะนำไปทดสอบสมบัติเชิงกลด้าน ความแข็งและแรงดึง อิทธิพลของกระบวนการทางความร้อนและอุณหภูมิต่อสมบัติเชิงกลของชิ้นงาน 304 ทั้งชิ้นงานตั้งต้น (as-received) หลังกระตุ้น (sensitized) และหลังอบอ่อน (solution annealed) จะถูกประเมิน การสอบสวนเผยให้เห็นถึงชิ้นงานที่ผ่านการกระตุ้นให้ค่าความแข็งสูงสุดที่ 660 oC ขณะที่ค่าความแข็งสูงสุดไปถึงอุณหภูมิ 1090 oC สำหรับการอบอ่อนสเตนเลส 304 […]

อ่านต่อบทความทั้งหมด ผลของกรรมวิธีทางความร้อนต่อสมบัติเชิงกลของสเตนเลส AISI304 (Effect of Heat Treatment Temperature on Mechanical Properties of the AISI 304 Stainless Steel)

ตัวยึดที่ทำจากสเตนเลส (Stainless Steel Fastener)

บทนำ การซ่อมบำรุงตามระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบทางด้านไฟฟ้าหรือเครื่องจักรกล ล้วนต้องใช้เวลานานพอควร ทุกวันนี้ต้นทุนทางด้านแรงงานได้สูงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการพิจารณาการออกแบบ (Design) เพื่อลดจำนวนครั้งของการซ่อมบำรุงหรือกระทั่งไม่ต้องซ่อมบำรุงเลย จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในขั้นตอนของการออกแบบ ในการถอดหรือประกอบ สมบัติความทนต่อการกัดกร่อนของตัวยึด (Fastener) เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายจากการกัดกร่อน หรือป้องกันการคลายตัวของตัวยึดเอง ดังนั้นต้นทุนการนำสลักเกลียว (Bolts) ออกหรือเปลี่ยนใหม่จึงมีสูงกว่า หากใช้ตัวยึดที่ทนการกัดกร่อนแต่เริ่มแรก ผลกระทบอื่นอันเนื่องจากการเสื่อมสภาพของตัวยึดก็คือการสูญเสียเวลา การสูญเสียกำลังการผลิตสิ่งเหล่านี้เป็นประ เด็นสำคัญที่จะต้องนำมาพิจารณาถึงตัวยึดที่มีความทนทานสูง สเตนเลสกลุ่ม 300 เป็นกลุ่มที่ให้ความต้านทานการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยมในสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำจืด แต่ความแข็งแรงจำนน (Yield Strength) ของเกรดดังกล่าวยังต่ำ  จึงไม่เหมาะกับการใช้งานบางประเภท ส่วนสเตนเลสกลุ่ม 400 เป็นกลุ่มที่ให้ความแข็งแรงเชิงกลค่อนข้างสูง แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็มและการกัดกร่อนในระบบน้ำจืดต่าง ๆ ส่วนเหล็กสเตนเลสตกผลึกแข็ง (Precipitation Hardened) เป็นวัสดุอีกทางเลือกหนึ่งที่มีข้อดีทั้งความแข็งแรงและทนต่อการกัดกร่อน ขณะที่เหล็กสเตนเลสดูเพล็กซ์  (Duplex) และเหล็กสเตนเลสซุปเปอร์ออสเทนนิติก (Super Austenitic) มีข้อได้เปรียบคือทนต่อการขนส่งในสภาพแวดล้อมที่แย่ๆ ได้ดีเลิศ ดังนั้น ผู้ออกแบบจึงจำเป็นต้องพิจารณาตัวยึดตัวใดตัวหนึ่งเสมือนว่าเป็นระบบๆหนึ่ง และตระหนักว่ารอยต่อที่ประกอบเข้าด้วยกันนั้น เป็นจุดวิกฤตจุดหนึ่งของการออกแบบ ด้วยเหตุนี้ผู้ออกแบบจึงควรพิจารณาตั้งแต่บริเวณพื้นที่ ที่ต้องรับแรงเค้นสูงสุดจนถึงบริเวณที่ซึ่งจะมีโอกาสเกิดความเสียหาย การเลือกใช้ตัวยึดที่เหมาะสม ทนทานต่อการกัดกร่อนมีความแข็งแรงเพียงพอกับลักษณะการใช้งาน จากนั้นจึงออกแบบจุดต่อบริเวณรอบๆให้สอดคล้องกับตัวยึดที่สามารถหามาได้ […]

อ่านต่อบทความทั้งหมด ตัวยึดที่ทำจากสเตนเลส (Stainless Steel Fastener)