แสดงบทความตามหมวด ‘: การทดสอบวิจัยพัฒนา’

การสืบสวนและวิเคราะห์พฤติกรรมการเกิดรอยย่น (Wrinkling) ของการขึ้นรูปลึกโลหะแผ่นด้วยโปรแกรมฟาสท์ฟอร์ม (FASTFORM)

บทคัดย่อ การออกแบบกันเองของรูปแบบการขึ้นรูปใดๆ ต่อแม่พิมพ์ ล้วนมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและน่าเบื่อหน่าย ทั้งๆ ที่มีมาตรการ ด้านการตรวจวัดป้องกันทุกชั้นตอนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีโอกาส เกิดรอย เกิดแตกร้าว และ เกิดรอยย่น ซึ่งจำเป็นต้องปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ในการออกแบบและพัฒนาแม่พิมพ์การขึ้นรูปโลหะแผ่น เป็นเทคนิคขั้นสูงที่ต้องการความแม่นยำและความชำนาญการในการผลิต และปรับจูนให้ดีในกระบวนการขึ้นรูป การเปลี่ยนแปลงของมิติ รูปร่างและตำแหน่งของตำหนิบนโลหะแผ่น เป็นเรื่องที่สำคัญในกระบวนการขึ้นรูปเย็น การนำเสนอปัญหาเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตปริมาณมากอย่างเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายจำเป็นต้องรับการพัฒนาระบบในอุตสาหกรรมเพื่อลดละไม่ให้เกิดรอยย่นในการขึ้นรูป แรงซับซ้อนที่กระทำต่อโลหะแผ่นเปล่าระหว่างการขึ้นรูปเป็นสิ่งที่เกินคาดเดา เนื่องด้วยความยุ่งยากในการตรวจสอบและการคำนวณ แรงทั้งหลายเหล่านี้อาจเป็นเหตุให้เกิดรอยย่น (Wrinkles) และตำหนิอื่นๆ บนผิวหรือผนังของชิ้นงานได้ เป้าหมายของเอกสารนี้ก็เพื่อนำเสนอหลักการและการสืบสวนปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดรอยย่น ในอันดับแรกจะใช้องค์ประกอบของ 3D โมเดล(3D-modeled) ใน คาเทีย (CATIA) เพื่อทำการวิเคราะห์หาแนวโน้มตำแหน่งที่จะเกิดรอยย่นโดยอาศัยโปรแกมขึ้นรูปเร็ว (fast form software) การป้อนข้อมูลลงในโปรแกรมประกอบด้วย ระบบแลกเปลี่ยนรูปภาพตั้งต้น (initial graphics exchange system) วัตถุดิบอย่างโลหะแผ่นชั้นคุณภาพสำหรับงานขึ้นรูปเย็น ผลที่ได้ออกมาก็คือแนวโน้มบริเวณที่จะเกิดรอยย่นให้ใกล้เคียงกับผลการปฏิบัติจริง สิ่งหนึ่งที่อาจง่ายต่อการคาดเดาได้และตรวจจับแนวโน้มของรูปแบบการคาดการการเกิดรอยย่นและการกระจายของความเครีดในชิ้นงานขึ้นรูป บางวิธีได้แนะนำให้ใช้สำหรับการป้องกันการเกิดรอยย่นในการขึ้นรูปลึก บทนำ การขึ้นรูปลึกเป็นกระบวนการแปรรูปแผ่นโลหะให้เกิดรูปร่างขึ้นเช่น รูปถ้วย โดยแผ่นโลหะความหนาไม่เกิดการบางลง และไม่เกิดการแตกหักหรือเกิดรอยย่น […]

อ่านต่อบทความทั้งหมด การสืบสวนและวิเคราะห์พฤติกรรมการเกิดรอยย่น (Wrinkling) ของการขึ้นรูปลึกโลหะแผ่นด้วยโปรแกรมฟาสท์ฟอร์ม (FASTFORM)

ผลของกรรมวิธีทางความร้อนต่อสมบัติเชิงกลของสเตนเลส AISI304 (Effect of Heat Treatment Temperature on Mechanical Properties of the AISI 304 Stainless Steel)

บทคัดย่อ : สเตนเลสกลุ่มออสเทนไนท์มีความไวต่ออุณหภูมิสูงช่วง 470-750 oC เนื่องจากการตกผลึกของคาร์ไบด์ที่ขอบเกรน การตกผลึกตรงขอบเกรนสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อสมบัติต้านทานการกัดกร่อนรอบขอบเกรน และลดความแข็งแรงดึง (tensile) ของวัสดุ เฉพาะอย่างยิ่งความแข็งแรงและความเหนียว รายงานชิ้นนี้จะประเมินจุดเหมาะสมของกรรมวิธีทางความร้อนสำหรับแนวทางการอบอ่อนของสเตนเลส AISI304 หลังการกระตุ้น (sensitization) มาตรฐานชิ้นงานทดสอบแรงดึงและความแข็งจัดเตรียมโดยเครื่องกลึงความแม่นยำสูง ชิ้นงานเหล่านี้ผ่านกรรมวิธีทางความร้อนหลายขั้นตอน ประกอบด้วยการกระตุ้นที่ 660 oC ตามด้วยการเป่าให้เย็นด้วยลม จากนั้นนำไปอบอ่อนที่อุณหภูมิแตกต่างกันห้าแบบ 1010 oC 1050 oC 1090 oC 1140 oC 1190 oC ตามด้วยการชุปแข็งในน้ำ (water Quenching) ชิ้นงานเหล่านนี้จะนำไปทดสอบสมบัติเชิงกลด้าน ความแข็งและแรงดึง อิทธิพลของกระบวนการทางความร้อนและอุณหภูมิต่อสมบัติเชิงกลของชิ้นงาน 304 ทั้งชิ้นงานตั้งต้น (as-received) หลังกระตุ้น (sensitized) และหลังอบอ่อน (solution annealed) จะถูกประเมิน การสอบสวนเผยให้เห็นถึงชิ้นงานที่ผ่านการกระตุ้นให้ค่าความแข็งสูงสุดที่ 660 oC ขณะที่ค่าความแข็งสูงสุดไปถึงอุณหภูมิ 1090 oC สำหรับการอบอ่อนสเตนเลส 304 […]

อ่านต่อบทความทั้งหมด ผลของกรรมวิธีทางความร้อนต่อสมบัติเชิงกลของสเตนเลส AISI304 (Effect of Heat Treatment Temperature on Mechanical Properties of the AISI 304 Stainless Steel)

การวิเคราะห์ชั้นผิวของเหล็กกล้าไร้สนิม (Surface analysis on Stainless Steels)

ใช้ AES และ XPS วิเคราะห์ชั้นฟิล์มปกป้อง (passivation layer) บนผิวเหล็กกล้าไร้สนิมเพื่อช่วยในการตรวจสอบว่า มีความสามารถต้านทานการกัดกร่อนมากน้อยเพียงใด   โอเจอร์ อิเล็กตรอน สเปคโตรสโคปี (Auger Electron Spectroscopy : AES) และ สเปคโตรสโคปีของอนุภาคอิเล็กตรอนที่ถูกปลดปล่อยด้วยรังสีเอกซ์” (X-ray photoelectron spectroscopy : XPS] เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก ในการวิเคราะห์ชั้นผิวของเหล็กกล้าไร้สนิมที่ก่อเกิดความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อน เออีเอส (AES) ได้แยกแยะระดับอะตอมในแต่ละชั้นผิวโดยการตรวจวัดคุณลักษณะพลังงานของโอเจอร์อิเล็กตรอน [คืออิเล็ตรอนตัวที่หลุดออกมาเมื่อโฟตอนที่มีพลังงานสูงไปชน]  ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากอะตอมที่อยู่ด้านใน  เอ็กพีเอส (หรือเรียกอีกอย่างว่า ESEC, อิเล็กตรอนสเปคโตรสโคปีสำหรับการวิเคราะห์ทางเคมี) ตรวจวัดพลังงานของสเปกตรัมของอิเล็กตรอนที่ปลดปล่อยออกมาเมื่อผิวถูกแสงเอ็กเลย์ (X-rays)  เทคนิคทั้งคู่มีระยะความลึกการวิเคราะห์ชั้นผิวราว 2-4 นาโนเมตร (20-40 อังสตรอม หรือราวสิบชั้นอะตอม) ส่วนชั้นที่ลึกลงไปสามารถตรวจวัดได้จากการออกแบบเครื่องวัดที่พิเศษเฉพาะ เออีเอส (AES) สามารถทำการวิเคราะห์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก ลึกลงไปราว 20 นาโนเมตร (200 อังสตรอม) และการใช้งานเบื้องต้นคือการตรวจสอบจำแนกประเภทของสารที่ตรวจวัด ส่วนเอ็กพีเอส […]

อ่านต่อบทความทั้งหมด การวิเคราะห์ชั้นผิวของเหล็กกล้าไร้สนิม (Surface analysis on Stainless Steels)